09.07 2017

ชิลๆ ที่ Otaru ยามบ่าย โซบะร้านดัง แวะพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี, กินกาแฟ และช้อปที่ดองกี้

คนญี่ปุ่นอพยพมาอาศัยอยู่บนเกาะๆ หนึ่งทางตอนเหนือของประเทศ คือเกาะฮอกไกโด และได้ทำการค้าขายกับรัสเซียโดยอาศัยท่าเรือที่สำคัญ ผ่านมาหลายชั่วอายุคน ตึกรามบ้านช่อง คลังเก็บสินค้าต่างๆ ยังถูกเก็บไว้อย่างดี เปลี่ยนจากท่าเรือกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะแห่งนี้ นั่นคือเมือง Otaru บนเกาะฮอกไกโดนั่นเอง

ข้อมูลได้ถูกทำขึ้นมากมายกับเมืองแห่งนี้ เพราะถือเป็นจุดหมายหลักๆ สำหรับใครที่เที่ยวยังฮอกไกโด ไม่ว่าจะเป็นคลองแสนแสบยอดฮิต เฮ้ยยไม่ใช่!!! นั่นมัน “คลองโอตารุ” รวมทั้งร้านค้าของฝากเยอะแยะมากมาย นับวันยิ่งผุดขึ้นมาเรื่อยๆ จนบางทีเราคิดว่าไม่ต้องเขียนบรรยายอะไรมากกับที่นี่ก็ได้ แต่เอาสักหน่อย ไหนๆ ก็ไหนๆ เราเลยถือฤกษ์งามยามดี อากาศเย็นสบาย ฝนโปรยเบาๆ ในฤดูร้อน พาไปเที่ยวโอตารุผ่านบล็อคนี้กันครับ

ครั้งนี้ทริปปิโน่จะพาไปแบบชิวๆ ครับ อยากเดินไปไหนก็ไป อยากถ่ายก็ถ่าย อยากกินก็กินครับ อย่าไปเครียดว่าเราต้องไปทุกที่ เรามาพักผ่อน เหนื่อยก็พัก เรื่อยๆ ได้เลยจ้า

เราเริ่มวันกันเกือบๆ เที่ยง หลังจากลงรถไฟ JR ที่นั่งมาจากเมือง Sapporo แค่ 3o นาทีกว่าๆ  ท้องก็เริ่มร้องขึ้นมาซะอย่างงั้นครับ ลงมาด้านล่างก่อนออกสถานี เราจะเจอกับ Tourist information ไปหยิบแผนที่ก่อน มีภาคไทยด้วยนะ เที่ยวง่าย สบายขึ้นเยอะมากๆ

ออกมาหน้า Jr otaru จะเจอระฆังไรไม่รุ้ ถ่ายรูปเก็บไว้

จากหน้าสถานีเดินตรงลงมาเรื่อยๆ ได้เลยครับ เส้นเดียวจะพาไปถึงคลองโอตารุ ที่ยอดฮิต ติดชาจของที่นี่เลย

___________________

เติมพลังด้วยไก่ๆๆๆๆๆ KFC
___________________

บังเอิญเราเดินมาได้ครึ่งทาง เจอกับคนคุ้นเคยเหมือนรู้จักกันมานาน กับชายสูทขาว หนวดขาว นามว่าผู้พันแซนเดอร์ KFC รอไรละครับ เพราะเที่ยงกว่าแล้ว หิวมากๆ จัดซะเลย กับเมนูใหม่ไก่ Red Hot สั่งเป็นชุดได้ไก่ ชิ้น red hot 2 ชิ้น อีกสองเป็นไก่ปกติ และมันฝรั่งทอดรูปร่างประหลาดอีกถุงนึง โดนไป 1,180 เยน  จริงๆ แล้วเราจะเห็น KFC น้อยมากๆ ในญี่ปุ่นนะครับ ทั้งๆ ที่เมืองไทยนี่แทบจะหาได้ง่ายๆ เลย หากใครเบื่อๆ อาหารญี่ปุ่น ก็มาลองดูได้ เอาจริงๆ ที่ไทยเราแซ่บกว่าครับ พูดได้เลย 

 

  

กินเสร็จเดินลงไปต่ออีกนิด ก็ถึงคลองโอตารุแล้ว แต่โชคไม่ดีมาก เพราะฝนตกอีกห่าใหญ่เลยวันนี้ รูปดีๆ เลยไม่มีมาฝาก มาดูรูปคนอื่นช่วงนี้กันครับ  จริงๆ แล้วคลองโอตารุเหมือนเป็นจุดถ่ายรูปเสียมากกว่า เพราะไม่ค่อยมีอะไรมากจริงๆ คิดว่าอยู่แปปๆ สัก 10-15 นาทีก็ไม่มีอะไรทำแล้ว หากไม่ขึ้นเรือล่องแม่น้ำเล่น

ภาพโอตารุช่วงหน้าร้อน ที่วันฟ้าเปิดแบบสวยๆ 

บรรยากาศหน้าหนาว คือ ดี คือ ฟิน

หลังจากหลบฝน และฝนหยุดเรียบร้อย ก็เดินต่อไปยังถนนสายของฝากและขนม หรือย่านถนนซาไคมาจิ นี่เลย เลือกเอาตามใจชอบได้เลยนะครับ ชอบก็เข้า ไม่ชอบก็เข้าไปหาชินขนมฟรีๆ ได้นะครับ  ผ่านร้านของฝากพวก เครื่องแก้วต่างๆ มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ได้ตลอด เพลินดีจริงๆ

  

ตึกอิฐแบบนี้เห็นได้เยอะเลยที่เมืองโอตารุครับ นี่เป็นร้านของฝาก 

___________________

แวะพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีชื่อดังสักหน่อย
___________________

 

ถนนสายนี้ ก็เดินได้ตลอดเลย เดินไปกินไป แวะไป มีของล่อตาตลอดครับ คนเดินกันเยอะมากๆ จากภาพบนร้านทางขวามือก็ LeTAO ร้านสาขาแรก สามารถขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ด้วยครับ หลังจากเดินไปแล้วหนึ่งกิโลกว่าๆ ก็จะเจอร้าน Otaru Music Box Museum หรือพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีขที่หนังเรื่องแฟนเดย์มาถ่ายกันตรงนี้  ที่นี่เรียกว่าเป็นสถานที่ต้องมาเลย สำหรับใครที่มาโอตารุ นอกเหนือจากไปชมคลองโอตารุนะครับ ด้านนอกมีนาฬิกาไอน้ำ ที่ตีระฆังบอกเวลาทุก 1 ชั่วโมง และมีการพ่นไอน้ำทุก 15 นาที เอาล่ะเข้าไปดูกันว่ามีไรบ้าง

 

เห็นแบบนี้ ข้างในกว้างขวางครับ

ที่นี่ชั้น 1 จะเป็นโซนขายกล่องเพลง ที่มีเพลงหลากหลายให้เลือกซื้อมาก 

  มีหลายไซส์หลายขนาดให้เลือก ราคาก็ตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเยน ไปจนเป็นแสนๆ เยน

  

ที่นี่สามารถเดินทั่วๆ ใช้เวลาน่าจะประมาณ 30-40 นาที บนชั้น 2 มีจัดแสดงกล่องเพลงขนาดใหญ่ ให้ชมกันด้วย หลังจากจับจ่ายซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ เสร็จแล้ว ท้องเริ่มหิวถึงเวลา Coffee time เรามาลองร้าน Rokkatei กัน ร้านนี้มีขนมชื่อดังเป็นแซนวิสคุกกี้ ชื่อว่า มารุเซซันโดะ  แต่เราไม่กิน กะมาพักเบาๆ กินกาแฟ ชูครีม ที่ราคาสบายๆ หน่อย

___________________

ขนมจุกจิก และ coffee break
___________________

 

 

จริงๆร้านนี้มีขนมหลากหลายนะครับ ซอฟท์ครีมก็มี แต่รอบนี้อยากกินชูครีมเอง เห็นป้ายจากข้างหน้าว่ามีชูครีม แถมกาแฟดำด้วย เดินขึ้นไปชั้นสองเลย โดนไป 2 ชิ้นกับชูครีมคัสตาร์ด ชิ้นละ 90 เยน แถมได้กินกาแฟฟรีอีกด้วย บริการตัวเองนะจ๊ะ ที่นั่งเยอะพอสมควร ช่วยพักขาหลังจากเดินเล่นนานๆ ได้ครับ อยู่นี่จนถึงบ่าย 3 กว่าๆ แหน่ะ  จากนั้นก็เดินชิลเล่นๆ ดูสาวๆ หนุ่มๆ เดินไปเดินมา เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้  จนฟินพอแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารอีก บอกแล้วว่าหิวก็กิน อิ่มก็เดิน นะครับ 


___________________

หิวอีกแล้ว แนะนำโซบะ ร้านดัง
___________________

Yabuhan soba-noodle ร้านโซบะชื่อดัง สำหรับสายกินเส้น ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนญี่ปุ่นแวะมาโดนกันมากมาย ร้านนี้เปิดมา 63 ปีแล้วนะครับ ดูสภาพร้านคลาสสิคมากๆ ความที่มีนักท่องเที่ยวมาโดนกันบ่อย ทางร้านเลยมีทั้งเมนูอังกฤษและญี่ปุ่น ที่อธิบายความเป็นมาของเส้นโซบะที่ใช้ทำ รวมถึงวิธีการกินให้ได้ศึกษากันในระหว่างนั่งรอ เพราะคนเยอะ และแน่นอนว่าถ้ามาช่วงเที่ยง ก็ต้องรอคิวเป็นเรื่องปกติ

หน้าร้านดูเก๋มาก กับต้นไม้ ที่เกาะกันเต็ม

เส้นโซบะของที่นี่จะมีสองแบบคือ Jimonoko และ Namiko ซึ่งแบบแรก Jimonoko เป็นเส้นที่ทำจากต้นโซบะที่ปลูกใน Rankoshi ฮอกไกโด ส่วน Namiko เป็นเส้นที่ถูกผสมระหว่างแบบแรกกับวัตถุดิบจากอเมริกา ซึ่งแบบแรกจะมีราคาสูงกว่านิดหน่อยเพราะต้องทำวันต่อวันเท่านั้น

เราเมนูที่สั่งนี้ชื่อว่า Ten Zaru Seiro เป็นโซบะเย็นเหมาะกับหน้าร้อนเลย โดยเลือกเส้นโซบะ Jimonoko ราคา 1,500 yen มาแล้วต้องไปให้สุด เสริฟพร้อมกับเทมปุระ กุ้ง ปลาหมึก หอย ไข่และผัก

วิธีทานก็ใส่วาซาบิในน้ำซอสได้เลย เวลาทานก็เอาเส้นมาดิฟๆ ซอส แล้วสูดซู้ดดดด  ให้ดังๆ แบบคนญี่ปุ่น กัดเส้นที กัดเทมปุระทีนะครับ และสูดเส้นซู้ดๆๆ ให้เข้าบรรยากาศ ไม่ต้องอาย เพราะเราจะได้ยินเสียงจากหลายๆ โต๊ะอยู่แล้ว ฮ่าๆ หลังจากทานเสร็จแล้ว พนักงานก็จะนำน้ำซุปที่ใช้ต้มเส้นโซบะมาให้ เราสามารถผสมเข้ากับซอสที่ไว้กินกับโซบะ แล้วซดได้เลย เป็นการดื่มในแบบชา เพื่อเพิ่มวิตามินที่อยู่ในตัวเส้นโซบะให้กับร่างกาย

วิธีทานซุป โซบะยุ มีอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เข้าใจง่ายดีครับ


___________________

รู้ไหม ร้านดองกี้ ที่โอตารุก็มีด้วยนะ
___________________

ก่อนกลับแวะไปร้านขายของใช้ ชื่อดังที่น่าจะมีเกือบทุกอย่างบนโลก Don Quijote หรือร้านดองกี้นั่นเองครับ ร้านตั้งอยู่ชั้นและ 4 ของตึก Nagasakiya ตึกตรงข้ามสถานี JR Otaru เลยแหละ ที่นี่เปิด 9:00-21:00 ข้อดีเลยคือ คนน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับสาขาที่ฮอตฮิตที่อยู่ถนนทานุกิโคจิ ซัปโปโร ทำให้ช้อปได้สะดวก ของครบ ไม่ต้องแย่งกันครับ

โดยชั้น3 จะเป็นพวกตู้เกม ขนม ของเล่น เครื่องใช้ต่างๆ รวมถึงยังมีร้าน Daiso หรือร้านร้อยเยน ภายในชั้นนี้ด้วย ส่วนชั้น 4 จะเป็นพวกเสื้อผ้าเด็ก ผู้ใหญ่ ถุงเท้า ของแบรนด์เนมต่างๆ ส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กับดองกี้สาขาอื่น แต่ดีกว่าตรงที่คนน้อยมากๆ ต่างจากในเมืองซัปโปโร

ไม่มีคนเลย ช้อปได้ชิลๆ มาก


หลังจากเที่ยวเล่นทั้งบ่าย หกโมงกว่าๆ อิ่มท้อง และช้อปหมดตัวแล้วก็ได้เวลากลับ sapporo แล้วนะครับ ลาแล้ว Otaru  จากนี่กลับ sapporo ก็นั่งรถไฟไปแค่ 30 นาทีกว่าๆ ถึง sapporo น่าจะสัก ทุ่มกว่าๆ จะไปหาของกินต่อ หรือดื่มต่อ หรือช้อปต่อ หรือจะเดินชมเมืองก็ได้เลยจ้าาา เวลาเหลือเฟือครับ   

เป็นอย่างไรบ้าง สำหรับการออกเดินเล่นชิลๆ ยามบ่ายในโอตารุแบบครึ่งวัน ไม่หนัก แต่รู้สึกเน้นกินเยอะไปหน่อย และกินอะไรที่ไม่ค่อยตามคนอื่นเท่าไหร่ เพราะอยากให้เป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้ชาวทริปปิโน่ที่จะมาเที่ยวนั่นเองครับ  ใครอยากออกมาพักผ่อนเดินเล่นทั่วไป ให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย เที่ยวแบบสบายๆ เรื่อย ก็ลองนำไปปรับดูได้นะครับ

สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้

  • ค่ารถไฟ JR (ไปกลับ) 1,280 เยน
  • ค่าไก่ KFC 1,180เยน
  • ค่าชูครีมและกาแฟฟรี 180 เยน
  • ค่าโซบะ 1,620 เยน   

           รวม 4,260 เยน

 

Map

 

.

.

Discover Cool Things!

Trippino HOKKAIDO

Blog Search

Category

Recent Posts

Archive

เวอร์ชั่นใหม่ มุ้งมิ้ง ข้อมูลแน่นกว่าเดิม

Instagram