12.05 2018

(5วัน 4คืน) นั่ง JR เที่ยว Noboribetsu – Hakodate ตุลาตามหาใบไม้แดง

 


เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เรามีโอกาสไปเก็บข้อมูลกับเส้นทาง golden route ของฮอกไกโดที่หลายๆ คนฮิตกัน โดยจะเริ่มเดินทางตั้งแต่ สนามบินชิโตเสะ → โนโบริเบทสึ → สวนโอนุมะ →  ฮาโกดาเตะ → ซัปโปโร ในครั้งนี้เราใช้การเดินทางโดยรถไฟ JR + ต่อรถบัสต่างๆ เพื่อเข้าไปเที่ยวในแต่ละแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งน่าจะเป็นการช่วยอ้างอิงการทำแผนเที่ยวของเพื่อนๆ ได้ครับ

 

Day1  สนามบินชิโตเสะ → โนโบริเบทสึ


จากประเทศไทย เรานั่งสายการบิน ไทยแอร์เอเชียเอกซ์ ที่มีเส้นทางบินตรง จากดอนเมืองสู่ซัปโปโรทุกวัน บินดึกๆ ถึงเช้าพร้อมเที่ยวต่อได้ในราคาสบายกระเป๋า ดังนั้นไม่รอช้า หลังจากลงเครื่องล้างหน้าล้างตากันเสร็จ ก็ตรงมาด้านล่างของสนามบินบริเวณ JR Information Center เพื่อซื้อตั๋ว JR Pass ได้ที่นี่ครับ  

 

บริเวณด้านล่างสนามบินเป็นที่ตั้งของรถไฟ JR  สามารถมาเลือกซื้อตั๋วพาสแบบต่างๆ ได้ที่นี่

เราตรงไปกันที่เมือง Noboribetsu กันก่อนครับ โดยจากสนามบินต้องนั่งรถไฟไปยังสถานี Minami-chitose เพื่อเปลี่ยนขบวนรถไฟ นั่งรถไฟแค่ชั่งโมงนิดๆ ก็มาถึง JR Noboribetsu แล้ว แต่ครั้งนี้เราจะไม่ตรงไปเข้าเพียงออนเซ็นกันหรอกนะ ขอเวลาไปแวะเที่ยว หมู่บ้านเอโดะ ดาเตะจิโดมุระ ย้อนเวลากันก่อนดีกว่า

ป้ายสัญลักษณ์บอกตู้รถไฟ เป็นรูปสัตว์น่ารักๆ ในสถานี minami chitose

ดาเตะจิไดมุระ

“…สถานที่ที่เพียงแค่ก้าวเข้าไปก็จะพบกับบรรยากาศในสมัยเอโดะ บ้านเมืองที่รายเรียงไปด้วยร้านค้าบ้านซามูไรผู้กล้าหาญรวมถึงบ้านนินจา ที่มีหุ่นกลไกน่าตื่นตาตื่นใจ หมู่บ้านในธรรมชาติขนาดใหญ่ในฮอกไกโดที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเหล่าซามูไร, นินจา,โออิรัน, อาศัยอยู่, มีการแสดงทรงพลัง, การร่ายรำที่งดงาม, ในบรรยากาศที่วิจิตรและยิ่งใหญ่”
http://edo-trip.jp/th/

ไม่รอช้าเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ อย่าลืมเปลี่ยนชุดมาเดินเล่นกันด้วย นอกจากมีจุดให้ถ่ายรูปต่างๆ แล้วยังมีโซนของการแสดง และพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมได้ด้วย

มีให้เช่าพร้อม ทั้งชุดนินจา และชุดกิโมโน

ดูโชว์ที่แม้จะฟังไม่ออกแต่ นักแสดงทุ่มเทสุด

หลังจากเดินเล่นกันพอสนุกแล้ว ก็ได้เวลาเข้าสู่เมือง โนโบริเบทสึ ที่นี้นอกจากออนเซ็นแล้ว ยังมีฟาร์มหมีที่มีชื่อเสียง ชื่อ Noboribetsu Bear Park โดยต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปด้านบนจะเป็นที่ตั้งของฟาร์มหมี โดยการมาที่นี่มีวิธีเดียวคือการนั่งกระเช้านี่ล่ะ เนื่องจากอากาศเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง บนยอดเขาที่นี่เลยหนาวเย็นเหมือนกันนะ

กรงหมีมีส่วนที่ให้อาหารแบบใกล้ชิดแค่กระจกกั้น

หลังจากเพลินไปกับการชมหมีที่ Noboribestu Bear Park ก็รีบลงมาในส่วนที่เป็นไฮไลท์คือ บริเวณหุบเขานรก หรือ จิโกคุดาหนิ เวลาใกล้ห้าโมงก็เริ่มมืดแล้วสำหรับฤดูนี้ เราจึงรีบกลับกัน…แล้วเข้าเช็คอินที่โรงแรมกันครับ

จุดชมวิวหุบเขานรก
ช่วงที่ไปอยู่ในช่วงปลุกความเชื่อมั่นในแคมเปญ “สบายดีฮอกไกโด” เราจึงขอร่วมด้วย


ครั้งนี้เราพักที่โรงแรม Noboribetsu Grand Hotel อยู่ไม่ไกลจากหุบเขานรก และป้ายรถเมล์ครับ เดินแค่ 10-15 นาทีก็ถึงหุบเขานรกแล้ว และป้ายรถเมล์ก็อยู่ตรงข้างโรงแรมเลย  ที่นี่เป็นโรงแรมที่ด้านในมีห้องหลากหลายให้เลือก เราได้พักห้องในโซนใหม่ เป็นห้องที่กว้างมากๆ มีความสไตล์ริชที่ดีเยี่ยม ไม่อึดอัด และมีออนเซ็นส่วนตัว ใช้น้ำจากสายธารน้ำแร่โนโบริเบทสึออนเซ็นในตัวด้วย จะเข้าเมื่อไหร่ก็ได้ 

ห้องพักกว้างขวาง ใหม่ สะอาดแบบนี้ อย่าลืมแวะเข้าไปเช็คห้องว่างและราคาได้ที่เว็บไซต์(คลิก) ก่อนนะครับ นอกจากห้องพักแบบตะวันตกแล้ว ห้องพักแบบเสื่อญี่ปุ่นก็มีให้เลือกเช่นกัน คืนแรกหลังจากการเดินทาง การเลือกห้องพักที่มีออนเซ็น ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเหมือนกันนะ

จัดไป ทั้งเย็นวันแรก และเช้าวันรุ่งขึ้นกับออนเซ็นส่วนตัว

 

Day2  โนโบริเบทสึ → สวนโอนุมะ


เช้าวันรุ่งขึ้นเรานั่งรถไฟลงใต้ ยาวไป 2 ชั่วโมงเพื่อไปแวะยัง สวนโอนุมะ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีบึงใหญ่ให้เราทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะพายเรือเป็ด, ปั่นจักรยาน, เดินชมธรรมชาติ ฯลฯ ก็มีให้เล่นได้ครบครัน

ใบไม้ยังเปลี่ยนสีไม่มากที่นี่

ไฮไลท์ในวันนี้คือ การไปเล่น Zipline กันที่โรงแรม Prince Hotel โดยต้องนั่ง Taxi จากสวนโอนุมะไปประมาณ 15 นาที Zipline ที่นี้สามารถไปเดินได้โดยการติดต่อ จองได้ที่ Prince Hotel ครับ ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมงในการเล่นในแต่ละรอบ มีแต่เส้นทางท้าทาย ด้วยทางที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย ทำให้เล่นได้อย่างสบายหายห่วง


เสร็จกิจกรรม เราก็เข้าเมือง ฮาโกดาเตะ (hakodate) กัน โดยขึ้นไปชมวิวไฮไลท์ของที่นี่ คือ วิว Mt. Hakodate ช่วงที่ไป ลมแรง มีฝนนิดหน่อย จึงได้บรรยากาศอารมณ์ชุ่มฉ่ำไปอีกแบบหนึ่งครับ

ลงจากภูเขาแล้วก็มาเดินเล่นบริเวณอ่าว หามื้อเย็นทานแถวนี้ได้


 

Day3  เต็มวันกับ Hakodate 


1 วันกับ Hakodate วันนี้เราจะลุยเมือง Hakodate กันครับ เริ่มต้นด้วยการเดินเล่นที่ตลาดเช้า แวะตกหมึกสดๆ ที่ตลาดกันแล้วทานกันตรงนั้นในแบบ
ที่ยังสดๆดิ้นได้ ตามข้างทางมีผลไม้ อาหารทะเลอื่นๆ ให้เลือกซื้อเลือกชิมได้

กิจกรรมที่พลาดไม่ได้คือ ตกหมึก และทำสดๆ ให้ทาน

เราเดินเล่นสักพัก ก่อนจะนั่งรถรางประจำทาง ยาวไปลงที่ Goryokaku หรือป้อมปราการรูปดาว เราแวะไปจุดสูงสุดของหอคอยเพื่อชมวิว โชคดีที่ฟ้าเปิดทำให้เห็นวิวรูปดาวได้เต็มๆ

 

เสร็จจากป้อมดาวห้าแฉก หรือ Goryokaku ก็ย้อนกลับมาที่ เนินชื่อดัง Hachiman Zaka เนินที่เคยเป็น location ถ่ายหนังเรื่อง แฟนเดย์ เมื่อปี 2016 ด้วยความที่เป็นเนินที่ยังเป็นเส้นทางรถยนต์จริง จึงมีรถวิ่งไปมาอยู่ตลอด ดังนั้นต้องระมัดระวังกันด้วยนะครับ มีนักท่องเที่ยวรอคิวถ่ายภาพกันเยอะพอควร เราพบเจอนักท่องเที่ยวคนไทยเดินเล่นเที่ยวกันเยอะเหมือนกัน

หลังจากเดินเล่นแล้ว เราไปต่อกันที่ร้านคาเฟ่ “Yuhi” (แปลว่า พระอาทิตย์ตกดิน) จะว่าไปก็ไม่ใช่คาเฟ่ อย่างที่เราเข้าใจ แต่คือเป็นร้าน “ชา” (Tea House) อย่างแท้ๆ  ที่ขึ้นชื่อในชาต่างๆ และให้นั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่แสนโรแมนติกด้วย ชาจะเสิร์ฟพร้อมกับขนมญี่ปุ่นที่มีความหวานตัดกับรสชาแต่ละชนิดอย่างเข้ากันมาก

นั่งชมวิวทะเล จิบชาญี่ปุ่นเบาๆ ชิลๆ ได้เลย


อิ่มท้องกับการจิบชายามเย็นกันแล้ว เราไปเดินเล่นกันต่อที่สวน Miharashi สวนที่มีสนต้นใหญ่จำนวนมาก และเป็นจุดขึ้นชื่อในการชมใบไม้แดง จุดลับที่หลายๆ ท่านที่เป็นนักท่องเที่ยวยังไม่ทราบเลย ด้วยความที่ปีนี้อากาศอุ่นกว่าปกติ ทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีช้ากว่ากำหนด ซึ่งจะช้ากว่าทุกๆปีไป 1 อาทิตย์ เราจึงมาเจอกับต้นไม้และมอสต้นเขียวชอุ่มแทน ซึ่งก็เป็นความงดงามอีกมิติหนึ่ง บวกกับองศาของแสงในช่วงนี้ทำให้แสงที่ลอดผ่านทิวต้นไม้ในสวนออกมาสวยงามมาก (ไม่ได้แต่งภาพเลยนะขอบอก)

ใกล้กับสวนมีศาลเจ้าอยู่ ชื่อว่า Yukura Jinja มีเสาแดงเรียงรายแบบวัดชื่อดังที่เกียวโตเราได้ไปขอพรกันที่นี่ก่อนจะลาเมืองนี้ไปในวันรุ่งขึ้นครับ

 


 

Day4  Hakodate → Sapporo

เช้าตรู่ เรายังติดใจกับตลาดปลา เลยยังวนเวียนเดินเล่น เก็บมื้อสายๆ ก่อนกลับเมืองซัปโปโร เราเดินเที่ยวเล่นกัน ที่ตลาดชิมของสดๆ และซื้อหาของฝากประจำเมืองนี้ก่อนกลับ 

 

ยังไม่จบเรื่องกิน ต่อด้วยไปกินซูชิร้าน Kantaro Sushi Honten สาขาริมทะเล ชิลๆ เป็นมื้อจากลาฮาโกดาเตะ ก่อนจะกลับเข้าซัปโปโรในช่วงบ่ายโดยรถไฟ JR จาก ฮาโกดาเตะไปซัปโปโรใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ส่วนใครหากอยากเก็บเมืองซัปโปโรไวๆ แนะนำให้ออกเช้าเลย แต่พวกเราติดใจรสชาติอาหารที่นี่ เลยกว่าจะกลับเข้าซัปโปโรก็ค่ำแล้วครับ

ซูชิริมทะเล ร้าน Kantaro กินซูชิไปดูทะเลสวยๆ ไป สวรรค์จริงๆ

มื้อเย็นในวันนี้ที่ซัปโปโรก่อนกลับไทยในวันรุ่งขึ้น เราทานซุปแกงกระหรี่ อาหารที่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องทานเมื่อมายังซัปโปโร ร้าน cocoro เป็นร้านซุปแกงกระหรี่ที่มีวัตถุดิบ, ท็อปปิ้งต่างๆ ให้เลือกได้อย่างตามใจชอบ (ปกติแล้วร้านซุปแกงกระหรี่จะให้เลือกได้ตามใจอยู่แล้ว) เช่น เลือก ปริมาณข้าว, ความเผ็ด, ท็อปปิ้ง, น้ำซุป ฯลฯ สารพัด เป็นมื้อที่ช่วยทำให้หายคิดถึงเมืองไทยได้อย่างแท้จริง

หน้าตาธรรมดาๆ แบบนี้ล่ะ ที่ถูกปากชาวไทยมาหลายคนแล้ว


 

Day5  Sapporo → Bangkok

วันสุดท้ายสำหรับใครที่มี flight เช้าแบบเรา (Thai Airasia X) จะ แนะนำให้นั่งรถไฟรอบ 7 โมงเช้า หรือรอบประมาณ 7:16 นาที จะช่วยทำให้ไปถึงสนามบินได้ก่อน 8 โมงเช้า และยังมีเวลาเหลือพอให้เช็คอินได้ทัน และยังเดินวกกลับมาซื้อขอฝากบริเวณโซนช้อปปิ้งได้ทันด้วยนะครับ ไฟล์ออกจากสนามบินชิโตเสะประมาณ 10 โมงเช้า ถึงดอนเมืองประมาณ บ่ายสามกว่าๆ จบทริปนี้ กลิ่นปลาหมึกเมืองฮาโกดาเตะยังติดลิ้นอยู่เลย

ซัปโปโรเช้าๆ ก่อนกลับ กับใบไม้แดงที่เร่ิมมีให้เห็นบ้างแล้ว


เส้นทาง Golden route ที่หลายๆ คนชอบเที่ยวกัน พอจะได้ไอเดียกันบ้างไหม หากใครไม่อยากนอนที่ฮาโกดาเตะนาน ก็สามารถนั่งมาเก็บเมืองซัปโปโรต่อได้ แต่อย่างที่บอกทริปนี้เราเน้นลงใต้ไปหาสถานที่ใหม่ๆ มาให้เพื่อนๆ จึงอยู่ยาว 2 คืนที่ฮาโกดาเตะซะเลย และก็คุ้มค่าที่ได้ไปจริงๆ ครับ

.

.

Discover Cool Things!

Trippino HOKKAIDO

Blog Search

Category

Recent Posts

Archive

เวอร์ชั่นใหม่ มุ้งมิ้ง ข้อมูลแน่นกว่าเดิม

Instagram